รายละเอียดบทความ

พัฒนาการของลูกน้อย

พัฒนาการของลูกแต่ละวัยมีความหมายอย่าง ยิ่งเพราะไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของสมองเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในการติดตามภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเพื่อจะได้แก้ไขได้ ทันท่วงที คุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาหาความรู้ สังเกตุและจดบันทึกพัฒนาการของลูกรวมถึงพูดคุยปรึกษาปัญหาพัฒนาการกับกุมาร แพทย์เมื่อพาลูกมารับวัคซีนป้องกันโรคตามที่แพทย์นัด

พัฒนาการของเด็กแต่ละวัยมีรายละเอียดดังนี้

ทารกแรกเกิด

  • พัฒนาการ ด้านกล้ามเนื้อจะสามารถหัน ศีรษะไป ด้านข้างได้ เริ่มมองวัตถุที่อยู่ใกล้ตัว โดยเฉพาะใบหน้าของคน (แม่) จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

วัย 1 เดือนimage

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ เมื่ออยู่ในท่านอนคว่ำเด็กจะเริ่มยกคางขึ้นจากพื้นได้เล็กน้อย
  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคม เด็กวัยนี้จะเริ่มยิ้มแต่เป็นแบบไม่เฉพาะเจาะจง

วัย 2 เดือน

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ เด็กจะเริ่มชันคอได้และเมื่ออยู่ในท่านอนคว่ำเด็กจะเริ่มยกศีรษะและหน้าอกขึ้นจากพื้นได้
  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคม เริ่มยิ้มตอบกับแม่

วัย 4 เดือน

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ เด็กจะเริ่มคว่ำได้ เริ่มใช้มือหยิบจับวัตถุสิ่งของได้และเริ่มปล่อยคลายวัตถุออกจากมือได้
  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคม เริ่มหัวเราะเสียงดังเวลาพอใจหรือสนุก

วัย 6 เดือน

  • พัฒนาการ ด้านกล้ามเนื้อ จะพลิกตัว ม้วนตัวได้คล่อง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มระวังการตกจากเตียง เปลื่ยนถ่ายวัตถุจากมือหนึ่งไปยังอีกมือหนึ่งได้ เริ่มคืบไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ เมื่อจับนั่ง จะนั่งได้ชั่วครู่
  • พัฒนาการ ด้านภาษาและสังคม เริ่มออกเสียงโดยใช้ริมฝีปากได้ เด็กวัยนี้จะเริ่มแยกแยะใบหน้าของคนได้ จึงเริ่มจะกลัวคนแปลกหน้า และเริ่มมีความวิตกกังวลในการแยกจากพ่อแม่ ทำให้มักร้องไห้ตามเวลาพ่อแม่ออกห่างไป

วัย 9 เดือน

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ เด็กจะเริ่มนั่งเอง เริ่มคลาน เริ่มใช้นิ้วมือจิ้ม หรือชอนไช ซอก หรือรูต่างๆได้
  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคม เริ่มทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้

วัย 1 ปี

  • พัฒนาการ ด้านกล้ามเนื้อ เริ่มเกาะยืน และเดิน สามารถหยิบจับสิ่งของ เล็กๆโดยใช้ปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้ได้ ดังนั้นช่วงอายุนี้จึงควรระวังการที่เด็กสำลักของชิ้นเล็กๆลงหลอดลม เช่นเมล็ดถั่วหรือเศษของเล่นพลาสติก
  • พัฒนาการ ด้านภาษาและสังคม เริ่มพูดเป็นคำที่สื่อความหมายได้ เริ่มเล่นสมมุติกับตัวเองเช่นใช้ช้อนเด็กเล่นเพื่อสมมุติว่าตักอาหารใส่ปาก ในช่วงที่เด็กอายุ 1-2 ปี พัฒนาการด้านภาษาจะค่อนข้างเด่นชัด เด็กส่วนใหญ่จะ เริ่มพูดคำ แรกอายุ1 ปี แต่เด็กบางคนอาจเริ่มพูดในช่วงอายุ1-2 ปีนี้ อย่างไรก็ตามเกณฑ์ในการวินิจฉัยเด็กที่มีปัญหาพูดช้าหรือพัฒนาการทางภาษาผิด ปกติคือ อายุ1 ปี 6 เดือน แล้วยังไม่ตอบสนองต่อคำสั่ง ไม่ทำตามสั่งหรืออายุ2 ปี แล้วยังไม่พูดเป็นคำที่มีความหมายเลยสักคำ เมื่อคุณพ่อคุณแม่พบ ปัญหานี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจค้นหาสาเหตุเช่นตรวจการได้ยิน และประเมินพัฒนาการโดยละเอียด

วัย 1 ปี 6 เดือน

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ เดินคล่อง บางคนเริ่มวิ่งได้ ต่อลูกบาศก์ได้ 2-3 อัน
  • พัฒนาการ ด้านภาษาและสังคม พูดเป็นคำๆ ได้10-15 คำ เด็กบางคนเริ่มพูดเป็นพยางค์ (2 คำต่อกันได้) บอกความต้องการโดยการชี้นิ้วได้ ชี้อวัยวะเช่นตา หู จมูก ได้1-2 อวัยวะ เริ่มจับช้อนกินข้าวเองได้ เด็กบางคนเริ่มบอกอุจจาระปัสสาวะได้

วัย 2 ปี

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ สามารถวิ่งได้คล่อง ขึ้นลง บันได เองได้ ต่อลูกบาศก์ได้7 ชิ้น ใช้ดินสอวาดรูปวงกลมแบบหวัด ๆ ได้
  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคม พูดเป็นประโยคได้ (3 คำต่อกัน) ใช้ช้อนตักอาหารได้ดี ช่วยถอดเสื้อ กางเกงได้

วัย 2 ปี 6 เดือน

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ ขึ้น-ลง บันไดสลับเท้าได้
  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคม รู้จักชื่อตัวเอง

วัย 3 ปี

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ ถีบจักรยานสามล้อได้ ยืนด้วยขาข้างเดียวได้ชั่วครู่ ต่อลูกบาศก์ได้ 10 ชิ้น
  • พัฒนาการ ด้านภาษาและสังคม เริ่มรู้จักเพศ (ชาย - หญิง) นับจำนวนได้ถึง 3 เล่นกับเด็กอื่นได้แต่เป็นลักษณะต่างคน ต่างเล่น ช่วยเหลือตัวเองในการใส่เสื้อผ้าได้ เช่น ใส่เสื้อยืดคอกลมเอง ปลดกระดุมเสื้อเอง ใส่รองเท้าเอง คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตามวัย เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกการประสานงานกันของกล้ามเนื้อมือ และสายตาแล้วยังเป็นการฝึกความรับผิดชอบให้ลูกอีกด้วย ในวัยนี้ความวิตกกังวลในการแยกจากพ่อแม่เริ่มลดลงมาก จึงเหมาะที่จะให้เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลได้

วัย 4 ปี

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ กระโดดด้วยขาข้างเดียวได้ ปืนป่ายได้ ขว้างลูกบอลได้ ใช้กรรไกรตัดกระดาษได้
  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคมเล่าเรื่องหรือเหตุการณ์สั้นๆ ได้ เล่นกับเพื่อนๆ ได้ สามารถไปห้องน้ำคนเดียวได้

วัย 5 ปี

  • พัฒนาการด้านภาษาและสังคม เริ่มรู้จักคุณลักษณะต่างๆ บอกสี ได้ 4 สี ช่วยเหลือตัวเองในการแต่งตัวได้

imageที่มา : นพ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ผู้ลงบทความ : babydresshouse