
ซนมาก = ป่วย ?
แม้จะรู้ว่าอาการซนเป็นธรรมชาติของเด็กวัยนี้
แต่พ่อแม่หลายคนก็ยังวิตกกังวลว่าควรจะพาเจ้าตัวเล็กที่ตอนี้กำลังซนเหลือ
เกินนั้นไปหาหมอดีไหม
ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณหมอแนะนำว่าให้ลองสังเกตพฤติกรรมการซนของลูกก่อนค่ะ
หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ จึงควรพาไปพบแพทย์ค่ะ
- ซนจนเกิดอุบัติเหตุบ่อย ซนจนไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอง เล่นแผลงๆเช่น ชอบปืนขึ้นไปบนที่สูงๆแล้วกระโดดลงมา ชอบวิ่งตัดหน้ารถ
- ซนจนขัดขวางพัฒนาการที่ควรจะเป็นของเขา เช่น ซนจนไม่ฟังอะไรเลย สอนอะไรหรือให้ทำอะไรก็ไม่ฟัง
- ซนจนเป็นปัญหาเรื่องการเรียนและการเข้าสังคม เช่น
ชอบเล่นแรงๆ จนเพื่อนๆไม่อยากเล่นด้วย หากลูกน้อยวนขนาดนี้ล่ะก็
ควรจะต้องไปพบแพทย์ค่ะ แต่ไม่ต้องตกใจค่ะ
การไปพบแพทย์นั้นไม่ได้หมายความว่า เด็กซนทุกคนเป็นเพราะสมาธิสั้น
หรือเป็นโรคนะคะ
เพราะส่วนใหญ่สาเหตุของการซนที่พบบ่อยมากกว่าสาเหตุสองประการนั้นมากๆก็คือ
ซนจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
และการเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือบุคคลที่ดูแลเด็กนั่นเองค่ะ เช่น -
อยู่ในบ้านที่ไร้ระเบียบวินัย - อยู่ในครอบครัวที่ยุ่งเหยิงตลอดเวลา
มีสิ่งกระตุ้นเยอะๆ - อยู่ในบ้านที่มีแต่ความรุนแรง ทะเลาะตบตี ด่าทอ
ลองสังเกต วิเคราะห์ดูนะคะว่าบ้านของเรามีลักษณะเหล่านี้หรือไม่
แล้วลองปรับพฤติกรรมตัวเอง พฤติกรรมของผู้คนที่รายล้อมรอบตัวลูก
และปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับลูก ถ้าตัวเด็กไม่ได้มีความปกติอะไร
แต่ซนจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้เรื่องซนๆ ของลูกลดน้อยลงไปบ้าง
แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันนะคะ 1 นาที เด็ก 3-6 ขวบ สนใจ 3-6 นาที
ถ้าเขาสนใจได้เกิน 10 นาที ถือว่าเขาเก่งมากแล้วค่ะ
เดี๋ยวนี้บางโรงเรียนมีการฝึกให้เด็กนั่งสมาธิ
แต่ไม่ได้คาดหวังให้นั่งเหมือนผู้ใหญ่นะคะ อาจเป็นการนั่งนิ่งๆ หลับตา 3
นาที หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ทำสมาธิด้วยท่าทาง วึ่งมักเป็นท่วงท่าที่ช้าๆ
ประกอบเพลงจังหวะช้าๆฟังสบาย
เพื่อให้เด็กจดจ่อกับท่าทางที่กำลังทำและเนื้อเพลง ค่อยๆฝึกที่ละนิด
เด็กจะเริ่มเคนชินกับบรรยากาศที่สงบค่ะ ฝึกการควบคุมตัวเอง
อาจมีการกำหนดเป็นตารางเลยว่าวันนี้เขาจะต้องทำอะไร เวลาไหนทำอะไรบ้าง
เด็กเล็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้ให้ลองใช้รูปภาพค่ะ เช่น 8 โมงต้องกินข้าว
เราก็นำรูปเด็กกินข้าวมาแปะ 9 โมงต้องอาบน้ำ
เราก็ใช้รูปตัวการ์ตูนอาบน้ำเป็นต้น เมื่อเขาทำเสร็จ
อาจจะให้เขาเอาสติ๊กเกอร์มาแปะหรือขีดออก
วิธีนี้จะช่วยลดการออกคำสั่งของพ่อแม่ลงได้
ทำโทษสักทีจะดีไหมหมอ ในการปรับ
พฤติกรรมของเด็กซน บางครั้งอาจต้องมีการลงโทษกันบ้าง
แต่วิธีลงโทษนั้นมีหลายแบบค่ะ การที่เราทำข้อตกลงกับลูกไว้
บอกเขาว่าถ้าหนูทำตามนี้ได้ หนูจะได้รางวัล ถ้าหนูทำตามนี้ไม่ได้
แม่จะงดรางวัล การงดรางวัลหรืองดทำกิจกรรม
ที่เขาชอบถือเป็นการทำโทษแบบหนึ่งค่ะ ไม่แนะนำให้ลงโทษ
โดยใช้ความรุนแรงหรือต่อว่าเขาให้อับอาย
แต่เราควรจะใช้วิธีทำโทษแบบ positive มากกว่า เมื่อทำดีก็ได้รางวัล
ทำไม่ดีก็ไม่ได้ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องใส่อารามร์อะไรกับลูก
เขาเองจะเรียนรู้ว่าเมื่อเขาทำดีก็จะได้ดี
เมื่อทำไม่ดีก็จะไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการค่ะ การเลิกให้ความสนใจ(Ignoring)
ก็เป็นการลงโทษอีกวิธีหนึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กทุกคนที่ต้องการรับความสนใจ
จากผู้อื่น ฉะนั้นเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
เราอาจใช้วิธีเลิกให้ความสนใจขณะที่เด็กกำลังกระทำพฤติกรรมนั้น
เขาจะสังเกตว่าเมื่อเขาทำดีก็จะกอดและชื่นชม
แต่ถ้าทำไม่ดีท่าทางของแม่จะไม่เหมือนเดิม เป็นการแสดงออกโดยใช้ภาษากาย
ซึ่งเป็นรูปธรรมและเด็กสามารถเข้าใจได้ดีกว่าคำพูด สำหรับวัยนี้
เมื่อเขาทำไม่ดีเราควรตอบสนองเขาด้วยท่าทางนุ่มนวล แต่หนักแน่นและจริงจัง
ถ้าเราตอบสนองเขาด้วยอารมณ์ แต่ขณะดียวกันก็ไม่เอาจริง
เขาจะไม่รู้สึกว่าต้องทำอะไร
แต่ส่วนใหญ่ที่พ่อแม่ตอบสนองลูกมักจะกลับกันค่ะ คือ
พ่อแม่มักจะไม่มีความส่ำเสมอ บางครั้งลงโทษบางครั้งปล่อย
แต่ในขณะเดียวกันก็จะใช้อาราณ์กับเด็กค่อนข้างเยอะ
ซึ่งตรงนี้เด็กจะเห็นแบบอย่างของความก้าวร้าว
เขาจะเรียนรู้ว่าคนใกล้ตัวแก้ปัญหาด้วยการใช้อารมณ์
อาจทให้ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่นั้นแย่ลง
วันนี้เขาไม่รู้ว่าเวลาดุเขา
หรือเสียงดังกับเขาเพราะเรารักและหวังดีกับเขา
เขาจะคิดว่าการดุนั้นหมายความว่าเราไม่รักเขา
หากเราจะตีลูกในเวลาที่เขาทำผิดก็ไม่ควรจะมีอารมณ์รุนแรงร่วมด้วย
ก่อนที่จะลงโทษต้องชี้แจงด้วยเหตุผลก่อนว่าเพราะลูกทำแบบนี้จึงต้องโดนทำโทษ
สุดท้ายคุณหมอฝากมาบอกถึงคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่า
วิธีรับมือกันเด็กซนที่สำคัญที่สุด คือ ตัวพ่อแม่เองต้องอดทน
อย่าใช้อารมณ์กับลูก
การปรับพฤติกรรมจะสำเร็จได้ต้องอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดี
เด็กวัยนี้เขาไม่สามารถอยู่ในกฏระเบียบได้ทุกอย่างหรอกนะคะ
และเสียว่าพฤติกรรมวนต่างๆของลูกล้วนแล้วเป็นสิ่งท้าทายควาสามารถของคุณพ่อ
คุณแม่ค่ะ