การนอนของลูกน้อย สมัยก่อนพ่อแม่ไม่ชอบให้ลูกน้อยนอนหงาย
เพราะกลัวลูกจะหัวแบนไม่สวย จึงจับลูกนอนคว่ำตลอด
ผลคือได้ลูกหัวทุยแต่แต่ขาแบะ
เพราะถ้านอนคว่ำต้องมาดัดขากันใหม่โดยใช้รองเท้าพิเศษ
ซึ่งมีเหล็กกำกับให้ขาเบนเข้า
นอกจากนี้ในต่างประเทศพบว่าถ้านอนคว่ำอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออก
หรือเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ท่านอนที่ถูก คือเปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ
นอนหงายบ้าง ตะแคงบ้าง แลห้ามนอนคว่ำบนเบาะนิ่มๆ หรือในเปลผ้า
ซึ่งจะห่อตัวเด็กทำให้เคลื่อนคอไม่ได้ จมูกจะถูกอุดหายใจไม่ออก
ลูกอ่อนควรนอนห้องเดียวกับพ่อแม่ เพื่อให้เฝ้าระวังอาการว่ามีปัญหาการหายใจ มีเสมหะอุดตันหรือไม่ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
รูปแบบของการนอนของเด็ก คือ
ในสัปดาห์แรกเด็กจะนอนทั้งวันทั้งคืน แต่พออายุ 1 เดือน
จะเปลี่ยนแปลงเห็นชัดเจนคือ ตื่นมากขึ้น นอนน้อยลง
การหลับตื่นสลับกันอย่างนี้ แบ่งเป็น 6 รอบต่อวัน
โดยที่เด็กจะนอนตอนแรกตื้นๆ ใกล้จะหลับ คล้ายๆ จะเข้าภวังค์ก่อน
ต่อมาจึงนอนหลับสนิท หายใจช้าลงและอาจไม่สม่ำเสมอ แขนขาไม่กระดุกกระดิก
ไม่สะดุ้งตื่นเวลามีเสียงดัง ตามด้วยการนอนหลับตื้นขึ้นมีตาแกว่งไปมาเร็วๆ
ไปในแนวนอน เรียกว่า การนอนระยะอาร์อีเอ็ม
ถ้าได้ยินเสียงดังหรือกระทบตัวจะตื่นขึ้น
ต่อมาก็เข้าระยะใกล้ตื่นร้องไห้แต่ยังไม่ตื่นเต็มที่ แล้วจึงตื่นเต็มที่
หิวอยากนม พออิ่มก็จะสบายใจเล่นสักพักซึ่งเป็นเวลาที่เราสามารถเล่น
คุยกับลูก เพื่อกระตุ้นพัฒนาการ และเมื่อลูกเริ่มโยเย ง่วงนอนใหม่
ก็รีบอุ้มนอน อย่าเห่กล่อมมากให้เสียนิสัย
และอย่าวางเร็วในระยะเข้ภวังค์ต้องให้นอนสนิทแล้วจึงค่อยวาง
ในเดือนแรกแม่ลูกควรนอนในห้องเดียวกัน
เพื่อเฝ้าระวังอาการลูกและสะดวกในการให้นมหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม
ได้เรียนรู้ความต้องการของลูกจากเสียงร้องท่าทางอย่างใกล้ชิด
ไม่แนะนำให้นอนคว่ำตลอดเวลา ควรเปลี่ยนท่านอนเรื่อยๆ
กันขาแบะหรือศีรษะแบนไปข้างใดข้างหนึ่ง
โดย นางสาว กาญจนา โสทธิสงค์,
|